ฝนดาวตก 14 ธันวาคม 2566 คืนนี้อย่าพลาดชมปรากฏการณ์ ฝนดาวตกเจมินิดส์

ฝนดาวตก 14 ธันวาคม 2566 NARIT หรือสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ระบุว่า คืนนี้ 14 ธันวาคม 2566 เวลา 20.00 น. จนถึงเช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2566 อย่าลืมติดตามชมปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์”

NARIT ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเครือข่ายพื้นที่อนุรักษ์ฟ้ามืดมหัศจรรย์ในประเทศไทย กว่า 30 แห่งทั่วประเทศจัดทัวร์ดูดาว “ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือ ฝนดาวตกจากกลุ่มดาวแฝด คืนที่ 14 – รุ่งสาง 15 ธันวาคม 2566

เริ่มสังเกตได้เวลาประมาณ 20.00 น. จนถึงรุ่งเช้า คาดว่าจะมีอัตราการดรอปเฉลี่ยสูงสุดหลังเที่ยงคืน ประมาณ 120 ถึง 150 ดวงต่อชั่วโมง ผู้สนใจสามารถชมฝนดาวเจมินิดส์ได้ด้วยตาเปล่า ในที่โล่งและมืดสนิทโดยไม่มีแสงรบกวน

รวมพิกัด 30 จุดชมฝนดาวตกเจมินิดส์ 2566 ทั่วไทย

ฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือ ฝนดาวตกกลุ่มดาวคู่ ระหว่างวันที่ 4-20 ธันวาคม ของทุกปี ศูนย์กระจายสินค้าตั้งอยู่รอบๆ กลุ่มดาวแฝด ปีนี้นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าอัตราการตกสูงสุดจะเกิดขึ้นระหว่างเที่ยงคืนของวันที่ 14 ถึงรุ่งเช้าของวันที่ 15 ธันวาคม 2566 อย่างไรก็ตาม สามารถรอดูปรากฏการณ์ได้ตั้งแต่วินาทีที่กลุ่มดาวขึ้นจากขอบฟ้าด้านตะวันออกประมาณ 20.20 น. ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ฝนดาวตกจะปรากฏเป็นแสงวาบเหนือท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในความมืดสนิท ปีนี้ไม่มีแสงจันทร์มารบกวนเรา จึงเหมาะแก่การสังเกตเป็นอย่างยิ่ง

มีสถานที่ดูดาว 30 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการชมฝนดาวตก เพราะพร้อมให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เช่น มีพื้นที่เปิดโล่งที่ไม่มีต้นไม้หรือวัตถุมาบังขอบฟ้า มีการจัดการแสงสว่างที่ดีและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

พิกัดชมฝนดาวตกเจมินิดส์

ฝนดาวตกเจมินิดส์

ฝนดาวตก (Meteor showers)

  • เกิดจากการที่วงโคจรของโลกเคลื่อนผ่านธารหินและฝุ่นขนาดเล็กและใหญ่ในอวกาศ ซึ่งเป็นซากของการชนดาวเคราะห์น้อยหรือเศษซากที่ปล่อยออกมาจากดาวหางแรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงดูดเศษซากนี้ ทำให้เกิดการเสียดสีและการเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ช่วงนี้อุกกาบาตจะปรากฎบนท้องฟ้าในอัตราที่สูงกว่าปกติ หรือบางครั้งก็มาในรูปของลูกไฟขนาดใหญ่ที่เรียกว่าลูกไฟ “ฝนดาวตก” แตกต่างจาก “ฝนดาวตก” ทั่วไปตรงที่ฝนดาวตกมีทิศทางเหมือนกับว่ามาจากจุดใดจุดหนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า ศูนย์กระจายแสง (รัศมี) เมื่อศูนย์กลางของการกระจายอยู่ตรงหรือใกล้กลุ่มดาว? ฝนดาวตกตั้งชื่อตามกลุ่มดาวนี้
  • ช่วงเวลาของวันที่ “ฝนดาวตก” จะเกิดขึ้นจะเท่ากันทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่โลกหมุนรอบกระแสดาวตก ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยที่ทิ้งอนุภาคฝุ่นไว้ตามวงโคจร จากนั้นวงโคจรของดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยจะตัดกันใกล้กับวงโคจรของโลก นักดาราศาสตร์สามารถทำนายจำนวนฝนดาวตกและทิศทางของมันโดยพิจารณาจากวงโคจรของแหล่งกำเนิดฝนดาวตก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ อีก เช่น
  • ระยะเวลาที่วัตถุแม่เคลื่อนผ่านระบบสุริยะชั้นใน สำหรับฝนดาวตกดวงเดียวกัน ไม่ว่าปีนี้จะเป็นปีที่วัตถุแม่เพิ่งโคจรใกล้ระบบสุริยะชั้นในก็ตาม อนุภาคฝุ่นที่ตกค้างจากลำธารจะเกาะติดกันอยู่เสมอ ฝนดาวตกในปีนั้นมีโอกาสเกิดอุกกาบาตในอัตราที่สูงกว่าปกติ แต่หากวัตถุดั้งเดิมผ่านวงโคจรของโลกมาหลายปี อนุภาคฝุ่นก็จะกระจายตัวมากขึ้น ฝนดาวตกในปีนั้นจะมีอัตราอุกกาบาตค่อนข้างต่ำ
  • ดวงจันทร์: หากดวงจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้ายามค่ำคืนในช่วงฝนดาวตก แสงจันทร์เข้ามารบกวนและทำให้ฝนดาวตกสังเกตได้ยากขึ้น (โดยเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง) ดังนั้นหากวันที่ฝนดาวตกจะเกิดขึ้นตรงกับวันแรม 1 ค่ำ (ประมาณวันแรม 13 ค่ำ – วันแรม 2 ค่ำ) ก็จะเกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ดีในการสังเกตฝนดาวตกได้ดียิ่งขึ้น

ลักษณะของดาวตก

  • อุกกาบาตเกือบทั้งหมดเริ่มปรากฏที่ระดับความสูงประมาณ 96.5 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลก อุกกาบาตขนาดใหญ่บางดวงสว่างกว่าดาวศุกร์ มากจนคุณสามารถเห็นมันในระหว่างวัน และเสียงระเบิดสามารถได้ยินได้ไกลถึง 30 ไมล์ อุกกาบาตที่ระเบิดขณะเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศโลกเรียกว่า “ลูกไฟ”
  • โดยเฉลี่ยแล้ว อุกกาบาตจำนวนมากเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วประมาณ 48,280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอุณหภูมิสูงถึง 1,648 องศาเซลเซียส (ช่วงที่ดาวตกปรากฏสว่าง)
  • วัตถุดาวตกเกือบทั้งหมดมีขนาดเล็กมาก บางส่วนก็เป็นเพียงเม็ดทรายเท่านั้น ซึ่งเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ในชั้นบรรยากาศของโลก แม้ว่าวัตถุขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเผาไหม้อาจตกลงสู่พื้นโลกได้ แต่ก็ถูกเรียกว่า “อุกกาบาต” (อุกกาบาต) ซึ่งค่อนข้างหายาก นักวิทยาศาสตร์ของ NASA ประมาณการว่าทุกๆ วัน อุกกาบาตประมาณ 44 ถึง 48.5 ตันตกลงสู่พื้นผิวโลก แต่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และหินอุกกาบาตมีลักษณะคล้ายกับหินบนโลกมาก
  • วัตถุที่ผ่านชั้นบรรยากาศโลกจะตกลงกลับ (ช่วงดาวตก) ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น องค์ประกอบทางเคมี ความเร็ว และมุมบิน อุกกาบาตตกเร็วขึ้นในมุมเฉียง จะพบกับแรงต้านทานมากขึ้นจนวัตถุเสียรูป (หากวัตถุเสียรูปจนไม่สามารถทนแรงยึดเกาะของวัสดุได้ วัตถุจะแตกหัก)
  • ส่วนกรณีที่วัตถุที่ตกเป็นชิ้นเหล็กจะต้านทานการเสียรูปเนื่องจากความต้านทานต่อบรรยากาศได้ดีกว่าหิน แต่สามารถแยกส่วนได้ เมื่อไปถึงชั้นบรรยากาศโลกเป็นชั้นที่หนาแน่นที่สุด (ที่ระดับความสูงประมาณ 8 ถึง 11 กิโลเมตรจากพื้นโลก)
ขอขอบคุณบทความจาก : ฝนดาวตก